รถไฟชินคันเซ็น รถไฟความเร็วสูงญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่น
   
ประวัติรถไฟชินคันเซ็น ประเทศญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น
Share Button
   Shinkansen รถไฟชินคันเซ็น
 

รถไฟชินคันเซ็น

 
          

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศแรกที่ริเริ่มคิดค้นรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาเกือบทั้งประเทศ กับรางรถไฟใหญ่ขนาด 3 ฟุต 6 นิ้ว (1,067มิลิเมตร) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางที่อ้อมกับรถไฟความเร็วสูง เพราะฉะนั้นประเทศญี่ปุ่นนั้นจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ในการใช้รถไฟความเร็วสูงนี้ ในทางตรงข้ามกับรางเก่า รถไฟชินคันเซ็นนั้นมีกฎเกณฑ์มาตรฐาน และผ่านอุโมงค์มากกว่า


 
          Japan was the first country to build dedicated railway lines for high speed travel. Due to the largely mountainous nature of the country, the pre-existing network consisted of 3 ft 6 in gauge (1,067 mm) narrow gauge lines, which generally took indirect routes and could not be adapted to higher speeds. In consequence, Japan had a greater need for new high speed lines than countries where the existing standard gauge or broad gauge rail system had more upgrade potential. In contrast to the older lines, Shinkansen lines are standard gauge, and use tunnels and viaducts to go through and over obstacles, rather than around them.
 

รถไฟแบบก่อน

 
          Construction of the first segment of the Tokaido Shinkansen between Tokyo and Osaka started in 1959. The line opened on 1 October 1964, just in time for the Tokyo Olympics. The line was an immediate success, reaching the 100 million passenger mark in less than three years on 13 July 1967 and one billion passengers in 1976.
 
          การก่อสร้างในครั้งแรกนั้นเริ่มต้นมาจาก “โตไกโด ชิคันเซ็น” ระหว่างโตเกียว และโอซาก้า ได้เปิดให้บริการในวันที่ 1 ตุลาคม 1964 เพื่อทันเวลางานมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่เมืองโตเกียว และประสบความสำเร็จอย่างสูง มียอดผู้ใช้บริการถึง 100 ล้านคนในเวลาไม่ถึง 3 ปี และถึงหนึ่งพันล้านคนในปี 1976
 

(FILES) Photo taken 10 October 1964 show

 
          The first Shinkansen trains ran at speeds of up to 200 km/h (125 mph), later increased to 220 km/h (135 mph). Some of these trains, with their classic bullet-nosed appearance, are still in use for stopping services between Hakata and Osaka. A driving car from one of the original trains is now in the British National Railway Museum in York.
 
          รถไฟชินคันเซ็นคันแรกวิ่งด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง มากสุด 220 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถไฟบางส่วนนั้นมีรูปร่างคล้ายกับหัวกระสุน ตอนนี้หยุดให้บริการระหว่างเมืองฮากาตะ และโอซาก้า และส่วนหัวของรถไฟได้ถูกส่งไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ “British National Railway” ที่เมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ
 

หัวรถไฟที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ

 
 
          Many further models of train followed the first type, generally each with its own distinctive appearance. Shinkansen trains now run regularly at speeds of up to 300 km/h (185 mph), putting them among the fastest trains running in the world, along with the French TGV, Spanish AVE and German ICE trains.
 
          รูปแบบมากมายของแต่ละรุ่นนั้น นับตั้งแต่จากรุ่นแรกต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง รถไฟชินคันเซ็นในปัจจุบันสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงทำให้ถูกจัดอยู่ในรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก พร้อมด้วยกับรถไฟ “French TGV”, “Spanish AVE”, “German ICE”
 


 
          Originally intended to carry passenger and freight trains by day and night, the Shinkansen lines carry only passenger trains. The system shuts down between midnight and 06:00 every day to allow maintenance to take place. The few overnight trains that still run in Japan run on the old narrow gauge network which the Shinkansen parallels.
 
          เดิมทีตั้งใจจะดำเนินการรับส่งสินค้าและผู้โดยสารทั้งช่วงกลางวัน และกลางคืน ปัจจุบันนั้นดำเนินการรับส่งผู้โดยสารอย่างเดียวเท่านั้น จะปิดทำการระหว่างเที่ยวคืนถึงหกโมงเช้าของทุกวัน จะมีบางคืนที่รถไฟยังคงวิ่งในเส้นทางสายเก่าที่คล้าย ๆ กับของชินคันเซ็น
 
          Trains can be up to sixteen cars long. With each car measuring 25 m (82 ft) in length, the longest trains are 400 m (1/4 mile) from front to back. Stations are similarly long to accommodate these trains.
 
          รถไฟสามารถรับได้ถึง 16 ตู้ ตู้ความยาวของรถไฟแต่ละตู้ประมาณ 25 เมตร ซึ่งสามารถยาวได้ถึง 400 เมตร (เศษหนึ่งส่วนสี่ไมล์) จากหัวขบวนถึงท้ายขบวนเลยทีเดียว ซึ่งสถานีก็เช่นกันสามารถรองความยาวของรถไฟทั้งขบวนได้ไม่มีปัญหา
 

ไม่ใช่แค่รถไฟชินคันเซ็นที่ยาว สถานีรถไฟก็เช่นกัน

 
          In 2003, JR Central reported that the Shinkansen’s average arrival time was within 0.1 minutes or 6 seconds of the scheduled time. This includes all natural and human accidents and errors and is calculated from all of about 160,000 trips Shinkansen made. The previous record was from 1997 and was 0.3 minutes or 18 seconds.
 
          ในปี 2003 สำนักข่าว “JR Central” รายงานว่ารถไฟชินคันเซ็นนั้นมาถึงก่อนกำหนดเวลาถึง 0.1 นาที หรือประมาณ 6 วินาที ของตารางการวิ่ง นี่รวมถึงเวลาเกิดภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุจากมนุษย์ และทั้งหมดนี้ก็คำนวณมาจากรถไฟชินคันเซ็นที่วิ่งไปแล้ว 160,000 เที่ยว ก่อนหน้านี้ได้มีการบันทึกจากปี 1997 ว่ามาถึงก่อนกำหนดเวลา 0.3 นาที หรือ 18 วินาทีเลยทีเดียว
 
          Since 1970, development has been underway for the Chuo Shinkansen, a maglev train by the RTRI of JR Central Railways. It is planned to eventually run from Tokyo to Osaka. On December 2, 2003, the 3 car maglev trainset reached a world speed record of 581 km/h.
 
          ในปี 1970 การพัฒนาทำให้รถไฟชินคันเซนชูโอยิ่งก้าวหน้าไป ทำให้มีการวางแผนให้รถไฟพลังแม่เหล็กของบริษัท “JR Central Railways” นั้นสามารถวิ่งไปได้ไกลยิ่งขึ้นจากเมืองโตเกียวจนไปถึงเมืองโอซาก้า เมื่อ 2 ธันวาคม 2003 รถไฟพลังแม่เหล็ก 3 ขบวนนั้นได้ทำเวลาสถิตโลกที่ความเร็ว 581 กิโลเมตร/ชั่วโมง
 
           The first derailment of a Shinkansen train in passenger service occurred during the Chuetsu Earthquake on 23 October 2004. Eight of ten cars of the Toki No. 325 train on the Joetsu Shinkansen derailed near Nagaoka Station in Nagaoka, Niigata. However, there were no injuries nor deaths among the 154 passengers.
 
          อุบัติเหตุครั้งแรกของรถไฟชินคันเซ็นคือรถไฟตกราง แต่มันก็เกิดจากแผ่นดินไหว เมื่อ 23 ธันวาคม 2004 ตู้รถไฟ 8 ใน 10 ตู้นั้นตกรางใกล้ ๆ กับสถานีนากาโอกะ ในเมืองนากาโอกะ จังหวัดนาริตะ อย่างไรก็ตามไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย
 

อุบัติเหตุที่เกิดจากแผ่นดินไหว

 


 
   Shinkansen 0 series (รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “0”)
 

ชินคันเซ็นรุ่น 0

 
          The 0 Series Shinkansen were the first train sets built to run on Japan’s new high speed rail network, and are therefore still the image of the Shinkansen in the minds of most non-Japanese because of all the publicity they received when the first Shinkansen line began operation in 1964.
 
          รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “0” เป็นรถไฟความเร็วสูงรุ่นแรกที่ให้บริการของประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นคงยังเป็นภาพที่ติดตาของคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น เนื่องจากการส่งเสริมเปิดตัวครั้งแรกของรถไฟชินคันเซ็นเมื่อปี 1964
 
          The 0 series (which were not originally so classed; there was no need to distinguish classes of train set until later) entered service with the start of Tokaido Shinkansen operations in 1964. These units were white with a blue stripe along the windows and another at the bottom of the car body, including the front pilot. The story goes that the noses were styled after the Douglas DC-8 airliner, and certainly the resemblance is apparent.
 
          รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “0” นั้นไม่ได้จัดอยู่ในประเภทเดิม เนื่องจากยังไม่มีการแบ่งชั้นที่นั่งการให้บริการ และเป็นบริษัท “Tokaido Shinkansen” เข้ามาให้บริการที่ในปี 1964 โดยใช้สีขาวเป็นโทนหลักตัดกับสีฟ้าที่หน้าและส่วนอื่น ๆ ของตัวรถไฟ รวมถึงที่นั่งคนขับด้านหน้าด้วย ซึ่งจริงได้เลียนแบบให้คล้ายคลึงกับหน้าของเครื่องบิน “DC-8”
 


 
          Unlike previous Japanese trains, the Tokaido Shinkansen and all subsequent Shinkansen were standard gauge (4’8″, 1,435 mm between the rails). The trains are all powered by 25 kV AC electricity at 60 Hz. On the 0 series, all axles of all cars are powered by 185 kW traction motors; this is sufficient for a 220 km/h (136 mph) top speed.
 
          ซึ่งแตกต่างจากรถไฟรุ่นก่อนหน้านี้ บริษัท “Tokaido Shinkansen” ได้กำหนดมาตรฐานของตัวรถไฟชินคันเซ็นคือ ระหว่าง 4ฟุต 8 นิ้ว หรือ 1,435 มิลลิเมตร ของราง กำลังทั้งหมดของรถไฟโดยคร่าว ๆ ประมาณ 25 กิโลวัต กระแสไฟฟ้าที่ 60 เฮิรตซ์ รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “0” ทุกคันจะมีแรงฉุด 185 กิโลวัต ซึ่งแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับความเร็ว 220 กิโลเมตร/ชั่วโมง
 
          The original trains were 12-car sets; some subsequent sets were 16 cars. Later, shorter trains of 6 cars and even 4 cars were assembled for lesser duties. Production of 0 series units continued from 1963 until 1986.
 
          โดยปกติรถไฟจะบรรทุก 12 ตู้ แต่ก็มีบ้างที่จะบรรทุกถึง 16 ตู้ รถไฟขนาดสั้นอย่าง 6 ตู้ หรือแม้กระทั่ง 4 ตู้ นั้นแทบจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย จึงมีการผลิตรถไฟชินคันเซ็นรุ่น “0” นี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 1963 ถึง 1986
 
          Existence as a Shinkansen train is tough; though most rail equipment has a service life of thirty or more years, Shinkansen sets are tired after fifteen, and they are generally removed from service after that point. All 0 series cars are now past fifteen years of service; therefore, few are left. The only 0 series sets now in use are 6 car sets used on JR West Kodama services between Shin-Osaka and Hakata, and on the Hakata Minami Line, which is technically not a Shinkansen line. Outside of Japan, the leading vehicle from a 0 series set can be found at the British National Railway Museum in York, which was donated by the JR West company in 2001.
 
          การใช้รถไฟชินเซ็นนั้นเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน เนื่องจากชิ้นส่วนแต่ละส่วนนั้นมีอายุการใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 30 – 40 ปีแล้ว รถไฟชินคันเซ็นนั้นจะถูกปลดระวางหากมีอายุการใช้งานถึง 15 ปี แต่เจ้ารถไฟชินคันเซ็นรุ่น “0” นั้นถูกใช้งานมานานกว่า 15 ปี จึงมีรถไฟชินคันเซ็นรุ่น “0” 6 ตู้ ถูกใช้อยู่แถบทางตะวันตกของโกดาม่า ให้บริการระหว่างเมืองโอซาก้า และฮากาตะ ซึ่งไม่ได้ใช้งานในรางของชินคันเซ็น ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถหาชมได้จากพิพิธภัณฑ์ “British National Railway” ในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางบริษัท “JR West Company” ได้บริจาคให้เมื่อปี 2001
 

หัวรถไฟที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ในเมืองยอร์ก ประเทศอังกฤษ

 


 
   Shinkansen 100 series (รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “100”)
 

ชินคันเซ็นรุ่น 100

 
          The 100 Series Shinkansen were the second generation Shinkansen design, produced between 1984 and 1991 for the Tokaido Shinkansen and Sanyo Shinkansen lines; the earliest units have now been withdrawn from service, and the series has been retired from the Tokaido Shinkansen line in September 2003.
 
          รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “100” นั้นเป็นยุคที่ 2 ของการออกแบบรถไฟชินคันเซ็น สร้างขึ้นเมื่อปี 1984 และ 1991 โดยบริษัท “Tokaido Shinkansen” ร่วมมือกับบริษัท “Sanyo Shinkansen” ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่มารับหน้าที่ต่อจากบริษัท “Tokaido Shinkansen” เมื่อกันยายน ปี 2003
 
          They differ visibly from the earlier 0 Series in that the nose profile is more pointed. Another, not so visible difference is that not all cars are powered; the driving cars on each end are unpowered, as are the two bi-level center cars in a sixteen car train. Some later production sets have powered driving cars and four unpowered bi-level trailers in the middle instead.
 
          ซึ่งรูปแบบนั้นแตกต่างกับเก่าอย่างมากโดยเฉพาะตรงจมูกที่เชิดมากขึ้น เพื่อให้มีความแตกต่างเพื่อที่จะไม่ให้ดูเป็นรถไฟที่ใช้แรงขับเคลื่อนทั้งหมด เพื่อให้เป็นเหมือนกึ่งรถไฟชินคันเซ็นที่มี 16 ตู้ ซึ่งบางชุดที่ผลิตมาในช่วงหลัง ๆ นั้นถูกทำให้มีห้องควบคุมตรงกลางแทน
 

หัวจะเชิดมากกว่ารุ่น 0

 
          Now being taken off first line service, 100 series sets are being reformed into smaller 4 and 6 car sets for the slower Kodama services in the Sanyo Sinkansen line, to replace the last 0 series trains.
 
          ปัจจุบันได้ถูดถอดออกจากให้บริการแล้ว ซึ่งรถไฟชินคันเซ็นรุ่น “100” นั้นถูกจัดตั้งให้เข้าแทนที่รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “0” แทน
 


 


 
   Shinkansen 300 series (รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “300”)
 

ชินคันเซ็นรุ่น 300

 
          The 300 Series Shinkansen high-speed train-sets for Japan’s Shinkansen (bullet train) dedicated high-speed railways were introduced in 1992 on the Tokaido and Sanyo Shinkansen lines for use on the fastest Nozomi services, being capable of 270 km/h (168 mph). As more were delivered (66 trains by 1998) they replaced earlier units on Hikari service and allowed the thus displaced 100 Series units to finally in turn displace 0 Series units on almost all services.
 
          รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “300” เป็นรถไฟชินคันเซ็นชุดที่ทำความเร็วได้สูงของบริษัท “Japan’s Shinkansen” (รถไฟหัวกระสุน) ซึ่งได้รับการแนะนำมาเมื่อปี 1992 โดยบริษัท “Tokaido และ Sanyo Shinkansen” ซึ่งให้บริการในนาม “โนโซมิ” ทำความเร็วได้ที่ 270 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีการจัดส่งถึง 66 ขบวนในปี 1998 ซึ่งนำมาประการแทนที่รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “100” ที่กำลังจะหมดอายุลง
 
          The styling of these units is something of a ‘curved wedge’ at the front, replacing the aircraft-style nosecones of previous Shinkansen trains. The furthest forward point is the very bottom of the pilot. They are painted brilliant white with a medium-thick blue stripe beneath the windows.
 
          ปรับรูปทรงด้านหน้าให้เป็นแบบลิ่วโค้งไม่ต้านลม เปลี่ยนทรงด้านหน้าที่คล้ายกับโคนจมูกแบบรุ่นก่อน ๆ ทำที่นั่งคนขับอยู่ต่ำ และทาสีขาวและมีแทบสีฟ้าขนานไปกับตัวรถเกือบถึงหน้าต่าง
 

สีขาวฟ้าที่เข้ากันอย่างลงตัว

 
          They are only found in sixteen-car sets and have no restaurant cars, though they did originally feature two refreshment counters (later removed).
 
          รถไฟถูกจัดให้มี 16 ตู้ และไม่มีร้านอาหารบนรถ แต่จะมีบาร์เครื่องดื่มไว้ให้ (ภายหลังได้นำออก)
 

ที่นั่งของรุ่น 300

 


 
   Shinkansen 500 series (รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “500”)
 

ชินคันเซ็นรุ่น 500

 
          The 500 Series Shinkansen are the fastest, most powerful and most expensive trainsets yet to run on Japan’s Shinkansen high-speed rail network. They are designed to be capable of 320 km/h (200 mph) although they currently operate at a maximum of 300 km/h (186 mph) in service. The running gear utilises computer-controlled active suspension for a smoother, safer ride. All sixteen cars in each train are powered, giving a maximum of 18.24 MW of power (25,000 hp). Each train costs an estimated ¥5 billion, or over US$40 million; because of that price tag, only nine have been built.
 
          รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “500” นั้นเป็นชุดรถไฟชินคันเซ็นที่วิ่งได้เร็วที่สุด มีพลังมาก และราคาสูงทีเดียว ยังไม่ได้วิ่งในรางรถไฟความเร็วสูง พวกเขาออกแบบให้มันสามารถวิ่งได้ถึง 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ปัจจุบันรางก็ยังรองรับแค่ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้การควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อนุ่มนวลและหยุดรถกะทันหัน ทั้งหมด 16 ตู้นั้นมีพลังงานอยู่ที่ 18.24 เมก้าวัต (25,000 แรงม้า) แต่ละคันตกไม่ต่ำกว่า 5 ล้านเยน หรือราว ๆ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ สั่งทำเพียงแค่ 9 คันเท่านั้น
 

การออกแบบสมกับราคา

 
          The first entered service in 1995 and the last of the nine in 1998. They are used only on the premium Nozomi services.
 
          การให้บริการในครั้งแรกในปี 1995 และ และคันที่ 9 ในปี 1998 ให้บริการเฉพาะสายพิเศษ “โนโซมิ” เท่านั้น
 
          Visually they are quite striking, with a long, pointed needle nose more like that of a supersonic plane than a conventional high speed train. In 1990, Hitachi commissioned Neumeister Design of Germany to create a design for a new Shinkansen. It became the basis for the development of the Nozomi 500.
 
          รูปลักษณ์อันโดดเด่น ยาว จมูกแหลมมากเหมือนกับเครื่องบินความเร็วสูง ในปี 1990 บริษัทฮิตาชิมอบหน้าที่ให้ “Neumeister” นักออกแบบชาวเยอรมันออกแบบเจ้าชินคันเซ็นตัวใหม่นี้ จึงทำให้เป็นพื้นฐานการพัฒนาเจ้า “โนโซมิ 500”
 

รถไฟที่เร็วที่สุดในญี่ปุ่น

 


 
   Shinkansen 700 series (รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “700”)
 

ชินคันเซ็น 700

 
          The Shinkansen 700 Series trainsets for Japan’s Shinkansen dedicated high-speed rail lines were built between 1997 and 2004, entering service in 1999. The design goal was to produce a train almost as fast as the 500 Series Shinkansen but at a substantially lower cost. This goal was met, and 83 trains have been built and are in service. Top speed is 285 km/h (177 mph); given that speeds higher than that are only permitted on a few stretches of line, the journey time is actually only a little longer than for a 500 Series Shinkansen.
 
          รถไฟชินคันเซ็นรุ่น “700” เป็นรถไฟความเร็วสูงที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1997 และ2004 ให้บริการในปี 1999 เป้าหมายในการสร้างก็เพื่อให้สามารถทำความเร็วให้ได้เท่าที่รุ่น “500” ทำได้ และประหยัดราคาต้นทุนลง เป้าหมายก็ผ่านไปได้ และรถไฟทั้ง 83 ขบวนก็ได้ถูกสร้างและให้บริการ ความเร็วสูงสุด 285 กิโลเมตร/ชั่วโมง และได้ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่าในบางสาย และเวลาน้อยกว่ารุ่น “500” นิดหน่อย
 

โลโก้รูปทรงทันสมัย

 
          Unlike the sleek 500 Series Shinkansen, the 700 series is characterized by its flat ‘duck-bill’ nose. 16-car units are painted white with a blue band beneath the windows, while 8-car units used for the Sanyo Shinkansen Hikari Rail Star services have a darker livery (grey with black window areas and a yellow stripe beneath the windows) which also acts to visually deemphasize the units’ nose area, resulting in a more streamlined impression.
 
          การออกแบบได้แตกต่างกับรุ่น “500” ที่จมูกจะเชิด แต่ตัว “700” นั้นจะทำทรงจมูกเหมือนปากเป็ด ตู้โดยสารทั้ง 16 ตู้ ถูกทาสีขาวทาบด้วยสีน้ำเงินจนถึงหน้าต่าง ในขณะที่รถไฟที่มีตู้โดยสาร 8 ตู้ของ “Shinkansen Hikari Rail Star” นั้น จะถูกทาด้วยสีเทาเข้มทาบด้วยสีเหลืองจนถึงหน้าต่าง หากดูรูปทรงของด้านหน้าแล้วนั้นอาจจะทำให้รุ่น “700” นั้นดูคล่องแคล่วมากกว่า
 
          700 series trains are used for Nozomi, Hikari, and Kodama services on the Tokaido and Sanyo lines.
 
          รุ่น “700” นั้นถูกให้บริการใน “โนโซมิ”, “ฮิคาริ”, และ “โคดามะ” บนสาย “Tokaido และสาย “Sanyo”
 


 
http://www.gojapango.com/travel/shinkansen_0_series.htm

19,408 total views, 12 views today

แสดงความคิดเห็น ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่น ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ข้อความ



ประวัติรถไฟชินคันเซ็น ประเทศญี่ปุ่น ทัวร์ญี่ปุ่น