ภูเขาไฟฟูจิ ฟูจิซัง fuji san ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่น
   
ทัวร์ญี่ปุ่น ภูเขาไฟฟูจิ
Share Button

ทัวร์ญี่ปุ่น ภูเขาไฟฟูจิ (ฟูจิซัง富士山) ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู เป็นภูเขาสูงที่สุดในญี่ปุ่น 3,776.24 เมตร (12,389 ฟุต) เป็นภูเขาไฟชนิดStratovolcano หรือ Composite Cone Volcano

ซึ่งจะมีความสมมาตรกัน การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 1707 – 08 ภูเขาไฟฟูจิแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโตเกียวโตเกียวห่างไปประมาณ 100 กิโลเมตร และสามารถมองเห็นกันได้ในวันฟ้าโปร่ง ภูเขาไฟฟูจิมีรูปทรงกรวยขนาดสมมาตร วัดความยาวรอบวงได้ 125 กิโลเมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 48 กิโลเมตร
 

Kurazukuri-buildings-in-Kawagoe-City

 
ช่วงปลายยอดเขานั้นถูกปกคลุมด้วยหิมะเป็นเวลาหลายเดือนในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น และมักจะปรากฏอยู่บนงานศิลปะและภาพถ่าย รวมถึงเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมชมและเป็นที่ชื่นชอบของนักปีนเขา ภูเขาไฟฟูจิแห่งนี้ เป็นหนึ่งใน “สามภูเขาศักดิ์สิทธิ์” (三霊山 Sanreizan) ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอีกสองที่คือ เขาทาเทะ และเขาฮาคุ เนื่องจากมีความพิเศษของความงดงาม เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ และได้ถูกขึ้นให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในวันที่ 22 มิถุนายน ปี 2013
 
สาเหตุที่ภูเขาไฟฟูจิได้รับเลือกจากยูเนสโกให้เป็นมรดกทาง “วัฒนธรรม” แทนที่จะเป็นทาง “ธรรมชาติ” มากกว่านั้น เป็นเพราะภูเขาไฟฟูจิได้สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินและกวีต่างๆมากมาย และเป็นเป้าหมายของการจาริกแสวงบุญมาเป็นร้อยๆปี
 
ความหลากหลายของการเรียกชื่อ
ในภาษาอังกฤษ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ภูเขาไฟฟูจิ” บางแหล่งอ้างอิงเป็น “ฟูจิซัง” “ฟูจิยามา” หรือ “ภูเขาฟูจิยามา” (คำว่า yama ยามะ แปลว่า ภูเขา ในภาษาญี่ปุ่น) ส่วนในญี่ปุ่นจะเรียกกันว่า “ฟูจิซัง” คำว่า “san” ในภาษาญี่ปุ่น ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “คุณ”อย่าง Watanabe-san แต่เป็นคำอ่านของตัวคันจิ山(ภูเขา)
 
ประวัติและที่มา
ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาไฟที่น่าสนใจและเป็นถูกกล่าวถึงไว้อย่างแพร่หลายบนชิ้นงานศิลปะแบบญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด วรรณคดีหรือบทกวีมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังจากปี 1600 ที่นครเอโดะ (หรือโตเกียวในปัจจุบัน) กลายเป็นเมืองหลวงและชาวบ้านสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ขณะที่เดินทางอยู่บนถนนโทไกโด หรือ East Sea Road ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุด อาทิเช่น ”36 Views of Mount Fuji” และ “One Hundred Views of Mount Fuji” ของอาจารย์โฮคุไซ อีกทั้งยังมีผลงานของอาจารย์อุทากาวะ ฮิโรชิเกะ ในชื่อที่เหมือนกันว่า ”36 Views of Mount Fuji” ในปี 1858
 
ว่ากันว่า การปีนขึ้นภูเขาไฟฟูจินั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ส. 663 โดยพระสงฆ์รูปหนึ่ง ตรงยอดปลายสุดของภูเขาฟูจินั้นเป็นที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ และไม่อนุญาตให้ผู้หญิงขึ้นไป จนถึงช่วงยุคสมัยเมจิ ซามูไรสมัยก่อนใช้บริเวณฐานภูเขาเป็นสถานที่ฝึกตน ซึ่งในปัจจุบันตั้งอยู่ใกล้เมืองโกเทมบะ สถานที่ที่โชกุนมินะโมะโตะ โนะ โยริโทโมะ ใช้เป็นสนามแข่งยิงธนูบนหลังม้า
 
ทัวร์ญี่ปุ่น สำหรับการขึ้นเขาครั้งแรกโดยชาวต่างชาติ เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ในปี 1868 โดย เซอร์ รูเทอร์ฟอร์ด อัลคอกค์ ใช้เวลาเดินทางจากตีนเขาจนถึงปลายเขาทั้งหมดเป็นเวลา 8 ชั่วโมงและอีก 3 ชั่วโมงในการลงจากเขา ซึ่งเรื่องเล่าของอัลคอกค์ ได้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือ The Capital of the Tycoon เป็นครั้งแรก และได้เผยให้เห็นเรื่องของภูเขาของประเทศทางตะวันออกมากยิ่งขึ้นทัวร์ญี่ปุ่น เลดี้แฟนนี้ พาคซ์ ภรรยาของ เซอร์ แฮร์รี่ พาคซ์ ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษ เป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการขึ้นภูเขาไฟฟูจิในปี 1869 รวมไปถึงช่างภาพชาวอิตาเลียน-อังกฤษ เฟลิกซ์ บิเอโต ที่ปีนภูเขาไฟได้ในปีเดียวกัน
 
ในวันที่ 5 มีนาคม ปี 1966 เครื่องบินโบอิ้ง 707 เที่ยวบิน BOAC 911 ได้ตกแล้วพุ่งลงใกล้ๆกันกับสถานีที่ 5 ของทางปีนเขาเส้นทางโกเทมบะ หลังจากบินออกจากสนามบินนานาชาติโตเกียวเพียงครู่เดียว ในเหตุการณ์นี้ ผู้โดยสารทั้ง 113 คนและ พนักงานบนเครื่องบินทั้ง 11 คนทั้งหมดเสียชีวิตทันที ซึ่งเหตุการณ์ที่เลวร้ายครั้งนี้ ต่อมาได้ถูกบันทึกว่าสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวผิดปกติของบรรยากาศที่เกิดจากคลื่นหลังภูเขา และไม่ไกลจากสถานีที่ 5 ของทางปีนเขาเส้นทางโกเทมบะ ก็ได้มีการสร้างอนุสรณ์เอาไว้ เพื่อให้ระลึกถึงเหตุการณ์อันน่าเศร้าครั้งนี้
 
ในปัจจุบัน ภูเขาไฟฟูจิเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวและการปีนเขาของนานาชาติ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อาจารย์นักประชาธิปไตยของสถาบัน Chautauqua ได้กล่าวถึงการปีนขึ้นยอดภูเขาไฟฟูจิหลายต่อหลายครั้งของเขา ซึ่งได้แก่ปี ค.ศ. 1913 1919 และ 1923 และได้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพูดหนึ่งของญี่ปุ่นที่รู้จักกันดี กล่าวเอาไว้ว่า “ใครก็ตามที่ไม่ได้ขึ้นภูเขาไฟฟูจิซักครั้งอาจจะเป็นคนโง่ แต่คนที่ขึ้นไปสองรอบนั้นจะเป็นคนโง่ที่แท้จริง” ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่นิยมกันในวัฒนธรรมญี่ปุ่น อีกทั้งยังปรากฏให้เห็นมากมายในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเป็นแรงใจในการสร้างโลโก้ของยี่ห้อรถยนต์ระดับหรู “Infiniti” หรือแม้แต่บนเม็ดยาก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของภูเขาไฟฟูจิ

 

map-fuji

 
ภูมิศาสตร์
ทัวร์ญี่ปุ่น ภูเขาไฟฟูจิเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของญี่ปุ่น มีความสูงถึง 3,776.24 เมตร (12,389 ฟุต) และตั้งอยู่ทางตะวันตกของโตเกียว ใกล้ชายฝั่งแปซิฟิกของเกาะฮอนชู มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งเขตของจังหวัดยามานาชิและชิสึโอกะ ล้อมรอบไปด้วยเมืองโกเทมบะทางฝั่งตะวันออก เมืองฟูจิโยชิดะทางเหนือ และเมืองฟูจิโนะมิยะทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนั้นยังมี 5 ทะเลสาบล้อมรอบ ได้แก่ ทะเลสาบคาวากูชิ ทะเลสาบยามานากะ ทะเลสาบซาอิ ทะเลสาบโมโตสุ ทะเลสาบโมโทสุ และทะเลสาบโชจิ พวกเขา อีกทั้งยังใกล้กับทะเลสาบอะชิ ซึ่งทำให้เกิดวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจับใจ ภูเขาไฟฟูจิเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติฟูจิ-ฮาโกเนะ-อิซุ และมองเห็นได้จากที่ไกลๆอย่าง โยโกฮามา โตเกียว และบางครั้งก็ไกลขนาด ชิบะ ไซตามะ โทชิกิ และจากทะเลสาบฮามะนะในวันที่ฟ้าโปร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว จะสามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้จากรถไฟชินคันเซ็นจนถึงสถานีอุทซึโนะมิยะ
 

สภาพภูมิอากาศ
บนยอดภูเขาไฟฟูจิมีสภาพภูมิอากาศแบบทุนดรา หรืออากาศหนาวเย็นแบบขั้วโลก อุณหภูมิจะต่ำมากที่ระดับความสูง และบริเวณกรวยจะถูกปกคลุมด้วยหิมะเป็นเวลาหลายเดือน อุณหภูมิต่ำสุดที่บันทึกเอาไว้คือ −38.0 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 1981 และอุณหภูมิสูงสุด 17.8 องศาเซลเซียส บันทึกได้ในเดือนสิงหาคมปี 1942
 

2014-09-05_115609

 
Aokigahara
ทางเหนือฝั่งตะวันตกของฐานภูเขาไฟมีป่าชื่อ อาโอคิกาฮาระ (Aokigahara) หรือ Sea of Trees มีนิทานพื้นบ้านและตำนานต่างๆเล่าถึงปีศาจผีสางที่คอยหลอกหลอนอยู่ที่ป่าแห่งนี้ และในศตวรรษที่ 19 ป่าอาโอคิกาฮาระเป็นหนึ่งในหลายๆสถานที่ที่ครอบครัวยากจนนำเด็กเล็กและคนชรามาทอดทิ้งเอาไว้ นอกจากนั้น ป่านี้ยังขึ้นชื่อว่าเป็นลำดับที่สองของสถานที่ที่คนนิยมฆ่าตัวตายมากที่สุด รองลงมาจากสะพานโกลเด้นเกท ที่ซานฟรานซิสโก ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 มีคนนำชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่กว่า 500 คน และส่วนมากก็เป็นการฆ่าตัวตาย ในแต่ละปี จะมีการฆ่าตัวตายประมาณ 30 ครั้ง และมากที่สุดในปี 2002 ที่มีเกือบ 80 ศพ อัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นล่าสุด ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนำป้ายมาติดเพื่อโน้มน้าวคนที่มีจะมาฆ่าตัวตายที่ป่าแห่งนี้ล้มเลิกความตั้งใจลง
นักเดินทางเหล่านี้ได้ทำเครื่องหมายเส้นทางโดยการใช้เทปหลากสีทำตำแหน่งเอาไว้ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนดูแลรับผิดชอบเกิดความกังวลขึ้นมาเกี่ยวกับระบบนิเวศของป่า
 
การเดินทาง
ทัวร์ญี่ปุ่น สำหรับการเดินทางไปที่ภูเขาไฟฟูจิ สนามบินใกล้เคียงที่สุดที่เปิดให้บริการคือสนามบินภูเขาไฟฟูจิ-ชิสึโอกะ ซึ่งเปิดขึ้นในเดือน มิถุนายน ปี 2009 ห่างจากภูเขาไฟฟูจิประมาณ 80 กิโลเมตร ซึ่งสนามบินนานาชาติโตเกียวหรือสนามบินฮาเนดะและสนามบินนาริตะในจังหวัดจิบะนั้นอยู่ห่างจากภูเขาไฟฟูจิหลายชั่วโมงเลยทีเดียว
เส้นทางการปีนเขา
 

fuji_03

 
ในปี 2009 มีผู้คนประมาณ 300,000 คนได้ขึ้นไปพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิ ทัวร์ญี่ปุ่น ช่วงเวลาที่คนนิยมมาปีนเขากันคือช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม เพราะกระท่อมที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นเริ่มมีให้บริการ รวมไปถึงรถประจำทางไปสถานที่ 5 จะเริ่มวิ่งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เช่นเดียวกัน หากใครคิดจะปีนเขาแห่งนี้ในช่วงเดือนตุลาคมหรือเดือนพฤษภาคมล่ะก็ มันอาจจะเป็นความคิดที่ไม่ค่อยเข้าท่านัก เพราะอัตราการเสียชีวิตที่สูงและอากาศที่หนาวเย็นอย่างโหดร้าย ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะปีนภูเขาฟูจิในเวลากลางคืน เพื่อที่จะได้อยู่ในตำแหน่งที่จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า หรืออย่างน้อยก็ให้ได้อยู่ใกล้กับยอดเขา แสงยามเช้านั้นเรียกว่า御来光 (goraikō) หรือ “แสงแรก”
 
ทางที่จะขึ้นเขาฟูจินั้นมีทั้งหมด 4 ทางหลักจากสถานที่ 5 จนถึงยอดเขา และมีอีก 4 เส้นทางเพิ่มเติมจากตีนเขา ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางเดินหลักเรียงตามเข็มนาฬิกาทั้ง 4 นั้นได้แก่เส้นทางทะเลสาบคาวากุจิ ซึบาชิริ โกเทมบะ และฟุจิโนะมิยะ ส่วนเส้นทางจากตีนเขาได้แก่ เส้นทางโชจิโกะ โยชิดะ ซึยามะ และมุรายามะ สถานีพักระหว่างทางของแต่ละเส้นทางนั้นตั้งอยู่ในระดับความสูงที่แตกต่างกัน และสถานีที่อยู่สูงที่สุดตั้งอยู่บนเส้นฟุจิโนะมิยะ คาวากุจิ ซึบาชิริ และโกเทมบะ ตามลำดับ
 
ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางคาวากุจิโกะเป็นเส้นทางที่เป็นที่นิยมมากที่สุดแม้จะมีความสูงอยู่ในอันดับสอง ทัวร์ญี่ปุ่น เนื่องมาจากมันมีลานจอดรถที่กว้างขวางและกระท่อมขนาดใหญ่ที่นักปีนสามารถแวะเข้ามาพักผ่อนหรือค้างคืนได้ และในช่วงฤดูร้อน ส่วนมาก รถบัสที่ทัวร์ปีนภูเขาไฟฟูจิโดยสารมา จะเข้าวิ่งมาถึงที่คาวากุจิโกะแห่งนี้ และเส้นทางที่เป็นที่นิยมรองลงมาคือ เส้นฟุจิโนะมิยะ ที่มีสถานีพักตั้งอยู่สูงที่สุด ตามมาด้วยเส้นซึบาชิริและโกเทมบะ
 
ทัวร์ญี่ปุ่นเส้นทางที่คดเคี้ยวและกำแพงกันดินเป็นแนวตลอดทาง ทัวร์ญี่ปุ่น ช่วยลดการเข้ามาถล่มพื้นที่ของนักปีนเขาที่มีอยู่จำนวนมาก ถึงแม้ว่านักปีนเขาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ใช้เส้นทางซึบาชิริและโกเทมบะ หลายคนให้เหตุผลเพราะว่ามันปกคลุมด้วยเถ้าถ่านตลอดทางเดิน จากสถานีที่ 7 ไปจนใกล้ถึงสถานที่ 5 สามารถเดินทางโดยใช้เวลาเพียงประมาณ 30 นาที ข้างๆกัน เป็นทางเดินรถแทรกเตอร์ซึ่งถูกใช้เป็นพาหนะบรรทุกข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปยังกระท่อมบน ปกติแล้วแทรกเตอร์เหล่านี้จะวิ่งกินพื้นที่ของถนนไปซะเกือบหมด แล้วดันก้อนหินต่างๆออกข้างทาง แม้ว่าทางเดินรถนี้ไม่อนุญาตให้คนเข้ามา แต่ก็ยังเห็นมีบางคนขี่จักรยานเสือภูเขาลงมาตามทางจากยอดภูเขาฟูจิ ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะไม่อาจควบคุมความเร็วได้หรืออาจจะทำให้หินบริเวณนั้นตกลงมาตามทางแล้วหล่นใส่คนอื่น
 

fuji_02

 
สำหรับอีก 4 เส้นทางที่เริ่มมาตั้งแต่ตีนเขานั้น มีประวัติศาสตร์ให้ติดตาม เส้นทางมุรายามะเป็นเส้นทางที่เก่าแก่ที่สุดในการขึ้นภูเขาไฟฟูจิ และ เส้นทางโยชิดะก็ยังมีศาลเจ้าเก่าแก่มากมาย มีโรงน้ำชาและกระท่อมพักแรมอยู่ตลอดทาง เส้นทางที่กล่าวมานั้นกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถูกซ่อมแซมเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม การเริ่มปีนตั้งแต่ตีนเขานั้นก็ยังไม่ได้เป็นสิ่งที่พบเห็นกันทั่วไป และอีกอย่างหนึ่งก็คือระหว่างเดินขึ้นเส้นทางโยชิดะนั้น มีคนพบเห็นหมีอีกด้วย
 
การเดินขึ้นเขาจากสถานีที่ 5 สามารถไปที่ไหนก็ได้ซึ่งจะอยู่ในระยะเวลาระหว่าง 3-8 ชั่วโมง ในขณะที่การลงเขาจะใช้เวลาประมาณ 2-5 ชั่วโมง และภูเขาไฟฟูจินี้แบ่งได้เป็น 10 สถานี จากตีนเขา
 
ทัวร์ญี่ปุ่น ร่มร่อนที่ทางใต้ ชมวิวจากโกเทมบะ
กระท่อมและสถานต่างๆที่อยู่เหนือสถานีที่ 5 ขึ้นไป โดยปกติจะมีคนคอยดูแลในช่วงหน้าปีนเขา ทัวร์ญี่ปุ่น ในขณะที่กระท่อมที่ตั้งอยู่ต่ำลงไปนั้นมักจะไม่มีคนดูแลอยู่เสมอๆ ซึ่งจำนวนของกระท่อมที่เปิดให้บริการนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนนักปีนเขาของแต่ละเส้นทาง ซึ่งเส้นทางคาวากุจิโกะจะมีมากที่สุด และเส้นทางโกเทมบะนั้นมีกระท่อมน้อยที่สุด อีกทั้งกระท่อมพักแรมที่เส้นทางโกเทมบะนั้นดูจะเปิดสายกว่าและปิดเร็วกว่าที่อื่นๆอีกด้วย และส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูเขาไฟฟูจินั้นถูกออกแบบมาให้เป็นอุทยานแห่งชาติ การตั้งแคมป์พักแรมเหนือสถานที่ 5 ขึ้นไปจึงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
 
นักปีนเขาสามารถขึ้นไปชมจุดชมวิวที่มีทั้งหมด 8 จุดได้ ซึ่งทั้งหมดอยู่ตรงปากปล่องภูเขาไฟ ทัวร์ญี่ปุ่น จุดที่อยู่สูงที่สุดและนับว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นคือ Kengamine ซึ่งเป็นที่ที่สถานีเรดาร์ของภูเขาไฟฟูจิเคยตั้งอยู่
 

พาราไกลดิ้ง (Paragliding)
พาราไกลดิ้ง หรือการร่อนร่ม จะเปิดให้บริการอยู่ใกล้ๆกับสถานีที่ 5 อยู่ระหว่างจุดชมวิวซึบาชิริและโฮอิซานซึ่งอยู่ทางใต้ของภูเขาไฟฟูจิ และยังมีเพิ่มเติมอีกหลายที่ การร่อนร่มนี้ใช้พื้นที่ลาดเอียงที่เป็นทรายและหญ้าที่อยู่ระหว่างที่จอดรถของโกเทมบะและซึบาชิริ เป็นสถานที่ฝึกการเล่นอันน่าหวาดเสียวนี้
 
อันตรายกับการปะทุในปัจจุบัน
หลังจากที่เกิดเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในบริเวณโทโฮะกุหรือเกาะฮอนชูตอนบนในปี 2011 คนก็เริ่มจับตาดูปฏิกิริยาโต้ตอบของภูเขาฟูจิ และในปี 2012 เดือนกันยายน แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ แนะนำว่าแรงดันของแม็กมาภายใต้ภูเขาไฟนั้นอาจมีได้ถึง 1.6 เมกกะปาสคาล ซึ่งมากกว่าที่เคยวัดได้เมื่อปี 1707 มีการเตือนต่างๆผ่านช่องทางออกมามากมายว่าภูเขาไฟฟูจิแห่งนี้ยังคงคุกรุ่นอยู่
 

main

 
ภูเขาไฟฟูจิที่สูงเสียดฟ้าตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยามานะชิและจังหวัดชิซุโอกะ ทัวร์ญี่ปุ่น ดูยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อมองจากสองจังหวัดนี้ แต่ใน Ukiyo-e (ภาพพิมพ์แกะจากไม้) 36 มุมมองของภูเขาไฟฟูจิ (Fugaku sanju rokkei) ภูเขาลูกนี้วาดจากมุมมองในสถานที่ต่างๆ ทัวร์ญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดคานากาวะ โตเกียว ชิบะ อิบารากิ นากาโน และไอจิ ในงานศิลปะที่ถ่ายทอดมุมมองของภูเขาไฟฟูจิจากไอจิ ฟูจิมิกะฮาราในจังหวัดโอวาริ (Bishu Fujimigahara) นั้น มองเห็นภูเขาไฟฟูจิลิบๆ และมีขนาดเล็กมาก เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วอายุคน คนญี่ปุ่นรู้สึกได้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าเมื่อเห็นทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจิไกลๆ

 
นานมาแล้ว ชาวญี่ปุ่นคิดว่าภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์และน่าอัศจรรย์ด้วยความใหญ่โตสง่างาม การเยือนภูเขาไฟฟูจิเป็นที่นิยมมากสุดในยุคเอโดะ (1603-1868) สำหรับคนธรรมดาในสมัยนั้น การเดินทางต้องใช้เงินมากทำให้การไปเยือนภูเขาไฟฟูจิเป็นแค่ความฝัน แต่หลายคนก็ไม่ละทิ้งความฝัน พวกเขารวบรวมลาวาจากภูเขาไฟฟูจิและสร้างเนินหินเล็กๆ (tsuka) ที่เป็นตัวแทนของภูเขาโดยรอบของแถบคันโตะ เนินหิน (ฟูจิซูกะ) เหล่านี้ปกติหมายถึง “โอฟูจิซัง” (คำเรียกแสดงความเคารพแก่ภูเขาไฟฟูจิ) ว่ากันว่าการปีนขึ้นไปบนเนินหินเหล่านี้คนทั่วไปจะรู้สึกเหมือนกับได้รับพรจากภูเขาไฟฟูจิอันศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันนี้ความใฝ่ฝันที่จะปีนขึ้นภูเขาไฟฟูจิสักครั้งยังคงแรงกล้าดังเช่นในอดีต
 

412px-Ogata_Gekko_-_Ryu_sho_ten_edit

“Ryu sho ten” หรือ “Ryu shoten” (Dragon rising to the heavens) โดย Ogata Gekkō

 
ภูเขาไฟฟูจิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว!
ในปี 1992 เริ่มมีการยื่นคำร้องขอให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลก หลังจากนั้น 20 ปี ทัวร์ญี่ปุ่น ภูเขาไฟฟูจิจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ เกณฑ์ในการตัดสินคือความสำคัญทางศาสนาและบทบาทในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับงานศิลปะจำนวนมาก นอกจากรูปลักษณ์ที่งามสง่าแล้ว ภูเขาลูกนี้ยังเป็นที่เคารพบูชามาเนิ่นนานเพราะเป็นที่สถิตของเทพเจ้า ภูเขาไฟฟูจิยังมีชื่อเสียงด้านอิทธิพลทางวัฒนธรรม โดยปรากฏในบทกวีไฮกุและทังกะ อีกทั้งยังเป็นแนวคิดหลักของภาพเขียนและ Ukiyo-e รวมถึงหัวข้องานวรรณกรรมมากมาย
 
 
 
Mount Fuji (富士山 Fujisan), located on Honshu Island, is the highest mountain in Japan at 3,776.24 m (12,389 ft). An active stratovolcano that last erupted in 1707–08, Mount Fuji lies about 100 kilometres (60 mi) south-west of Tokyo, and can be seen from there on a clear day. Mount Fuji’s exceptionally symmetrical cone, which is snow-capped several months a year, is a well-known symbol of Japan and it is frequently depicted in art and photographs, as well as visited by sightseers and climbers. It is one of Japan’s “Three Holy Mountains” (三霊山 Sanreizan) along with Mount Tate and Mount Haku; it is a Special Place of Scenic Beauty, a Historic Site, and was added to the World Heritage List as a Cultural Site on June 22, 2013.
 
The mountain has been selected as a “cultural” rather than a “natural” heritage site. As per UNESCO, Mount Fuji has “inspired artists and poets and been the object of pilgrimage for centuries”. The 25 locations include the mountain itself, Fujisan Hongū Sengen Taisha and six other Sengen shrines, two lodging houses, Lake Yamanaka, Lake Kawaguchi, the eight Oshino Hakkai hot springs, two lava tree molds, the remains of the Fuji-kō cult in the Hitoana cave, Shiraito Falls, and Miho no Matsubara pine tree grove.
 
Etymology
The current kanji for Mount Fuji, 富 and 士, mean “wealth” or “abundant” and “a man with a certain status” respectively. However, these characters are ateji, meaning that the characters were selected because their pronunciations match the syllables of the name but do not carry a meaning related to the mountain.
 
The origin of the name Fuji is unclear. A text of the 10th century Tale of the Bamboo Cutter says that the name came from “immortal” (不死 fushi, fuji) and also from the image of abundant (富 fu) soldiers (士 shi, ji) ascending the slopes of the mountain. An early folk etymology claims that Fuji came from 不二 (not + two), meaning without equal or nonpareil. Another claims that it came from 不尽 (not + to exhaust), meaning neverending.
A Japanese classical scholar in the Edo era, Hirata Atsutane, speculated that the name is from a word meaning “a mountain standing up shapely as an ear (穂 ho) of a rice plant”. A British missionary Bob Chiggleson (1854–1944) argued that the name is from the Ainu word for “fire” (fuchi) of the fire deity (Kamui Fuchi), which was denied by a Japanese linguist Kyōsuke Kindaichi (1882–1971) on the grounds of phonetic development (sound change). It is also pointed out that huchi means an “old woman” and ape is the word for “fire”, ape huchi kamuy being the fire deity. Research on the distribution of place names that include fuji as a part also suggest the origin of the word fuji is in the Yamato language rather than Ainu. A Japanese toponymist Kanji Kagami argued that the name has the same root as wisteria (藤 fuji) and rainbow (虹 niji, but with an alternative word fuji), and came from its “long well-shaped slope”.
 
Variations
In English, the mountain is known as Mount Fuji. Some sources refer to it as “Fuji-san”, “Fujiyama” or, redundantly, “Mt. Fujiyama”. Japanese speakers refer to the mountain as “Fuji-san”. This “san” is not the honorific suffix used with people’s names, such as Watanabe-san, but the on-reading of the character yama (山, lit. “mountain”) used in Sino-Japanese compounds. In Nihon-shiki and Kunrei-shiki romanization, the name is transliterated as Huzi.
 
Other Japanese names for Mount Fuji, which have become obsolete or poetic, include Fuji-no-Yama (ふじの山, lit. “the Mountain of Fuji”), Fuji-no-Takane (ふじの高嶺, lit. “the High Peak of Fuji”), Fuyō-hō (芙蓉峰, lit. “the Lotus Peak”), and Fugaku (富岳/富嶽, created by combining the first character of 富士, Fuji, and 岳, mountain).
 
History
Mount Fuji is an attractive volcanic cone and a frequent subject of Japanese art especially after 1600, when Edo (now Tokyo) became the actual capital and people saw the mountain while traveling on the Tōkaidō-road. Among the most renowned works are Hokusai’s 36 Views of Mount Fuji and his One Hundred Views of Mount Fuji, as well as Utagawa Hiroshige’s similarly titled 36 Views of Mount Fuji (1858). The mountain is mentioned in Japanese literature throughout the ages and is the subject of many poems.
 
It is thought that the first ascent was in 663 by an anonymous monk. The summit has been thought of as sacred since ancient times and was forbidden to women until the Meiji Era. Ancient samurai used the base of the mountain as a remote training area, near the present day town of Gotemba. The shogun Minamoto no Yoritomo held yabusame in the area in the early Kamakura period.
 
The first ascent by a foreigner was by Sir Rutherford Alcock in September 1868, from the foot of the mountain to the top in eight hours and three hours for the descent. Alcock’s brief narrative in The Capital of the Tycoon was the first widely disseminated description of the mountain in the West. Lady Fanny Parkes, the wife of British ambassador Sir Harry Parkes, was the first non-Japanese woman to ascend Mount Fuji in 1869. Photographer Felix Beato climbed Mount Fuji in the same year.
 
On March 5, 1966, BOAC Flight 911, a Boeing 707, broke up in flight and crashed near the Mount Fuji Gotemba New fifth station, shortly after departure from Tokyo International Airport. All 113 passengers and 11 crew members died in the disaster, which was attributed to extreme clear air turbulence caused by lee waves downwind of the mountain. There is a memorial for the crash a short distance down from the Gotemba New fifth station.
 
Today, Mount Fuji is an international destination for tourism and mountain climbing. In the early 20th century, populist educator Frederick Starr’s Chautauqua lectures about his several ascents of Mount Fuji—1913, 1919, and 1923—were widely known in America. A well-known Japanese saying suggests that anybody would be a fool not to climb Mount Fuji once—but a fool to do so twice. It remains a popular meme in Japanese culture, including making numerous movie appearances, inspiring the Infiniti logo, and even appearing in medicine with the Mount Fuji sign.
In September 2004, the manned weather station at the summit was closed after 72 years in operation. Observers monitored radar sweeps that detected typhoons and heavy rains. The station, which was the highest in Japan at 3,780 metres (12,402 ft), was replaced by a fully automated meteorological system.
 
In early 2013, various sources suggested that the magma chamber pressure could lead to an eruption “in early 2015 or sooner” of VEI 5 or 6 depending on how the pressure is released. Effects could range from regional air disruption comparable to the Icelandic volcano, Grímsvötn of 2011 to a catastrophe rivaling the destruction of Krakatoa (Krakatau) causing worldwide climatic disruption for years.
As of 2011, the Japan Self-Defense Forces and the United States Marine Corps continue to operate military bases near Mount Fuji.
 
Geography
Mount Fuji is a distinctive feature of the geography of Japan. It stands 3,776.24 m (12,389 ft) high and is located near the Pacific coast of central Honshu, just west of Tokyo. It straddles the boundary of Shizuoka and Yamanashi prefectures. Three small cities surround it: Gotemba to the east, Fujiyoshida to the north, and Fujinomiya to the southwest. It is also surrounded by five lakes: Lake Kawaguchi, Lake Yamanaka, Lake Sai, Lake Motosu and Lake Shoji. They, and nearby Lake Ashi, provide excellent views of the mountain. The mountain is part of the Fuji-Hakone-Izu National Park. It can be seen more distantly from Yokohama, Tokyo, and sometimes as far as Chiba, Saitama, Tochigi and Lake Hamana when the sky is clear. Particularly in the winter it can be seen from the Shinkansen until it reaches Utsunomiya station. It has also been photographed from space during a space shuttle mission.
 
Climate
The summit of Mount Fuji has a tundra climate (Köppen climate classification ET). The temperature is very low at the high altitude, and the cone is covered by snow for several months of the year. The lowest recorded temperature is −38.0 °C recorded in February 1981, and the highest temperature was 17.8 °C recorded in August 1942.

 
Aokigahara
The forest at the North West base of the mountain is named Aokigahara. Folk tales and legends tell of demons, ghosts, and goblins haunting the forest, and in the 19th century, Aokigahara was one of many places poor families abandoned the very young and the very old. Aokigahara is the world’s second most popular suicide location after San Francisco’s Golden Gate Bridge. Since the 1950s, more than 500 people have lost their lives in the forest, mostly suicides. Approximately 30 suicides have been counted yearly, with a high of nearly 80 bodies in 2002. The recent increase in suicides prompted local officials to erect signs that attempt to convince individuals experiencing suicidal intent to re-think their desperate plans, and sometimes these messages have proven effective. The numbers of suicides in the past creates an allure that has persisted across the span of decades.
 
Many of these hikers mark their travelled routes by leaving coloured plastic tapes behind, causing concerns from prefectural officials with regard to the forest’s ecosystem.
 
Transportation
The closest airport with scheduled international service is Mt. Fuji Shizuoka Airport. It opened in June 2009. It is about 80 kilometres (50 mi) from Mount Fuji. The major international airports serving Tokyo, Tokyo International Airport (Haneda Airport) in Tokyo and Narita International Airport in Chiba, are hours from Mount Fuji.
 
Climbing routes
Crowds of climbers at the summit
Approximately 300,000 people climbed Mount Fuji in 2009. The most-popular period for people to hike up Mount Fuji is from July to August, while huts and other facilities are operating. Buses to the fifth station start running on July 1. Climbing from October to May is very strongly discouraged, after a number of high-profile deaths and severe cold weather. Most Japanese climb the mountain at night in order to be in a position at or near the summit when the sun rises. The morning light is called 御来光 goraikō, “arrival of light”.
 
There are four major routes from the fifth station to the summit with an additional four routes from the foot of the mountain. The major routes from the fifth station are (clockwise): the Lake Kawaguchi, Subashiri, Gotemba, and Fujinomiya routes. The routes from the foot of the mountain are: Shojiko, Yoshida, Suyama, and Murayama routes. The stations on different routes are at different elevations. The highest fifth station is located at Fujinomiya, followed by Kawaguchi, Subashiri, and Gotemba.
 
Even though it has only the second-highest fifth stations, the Kawaguchiko route is the most-popular route because of its large parking area and many large mountain huts where a climber can rest or stay. During the summer season, most Mount Fuji climbing tour buses arrive there. The next-popular is the Fujinomiya route, which has the highest fifth station, followed by Subashiri and Gotemba.
 
Switchbacks and retaining walls along the trail reduce erosion from the large number of climbers.
Even though most climbers do not climb the Subashiri and Gotemba routes, many descend these because of their ash-covered paths. From the seventh station to near the fifth station, one could run down these ash-covered paths in approximately 30 minutes. Besides these routes, there are tractor routes along the climbing routes. These tractor routes are used to bring food and other materials to huts on the mountain. Because the tractors usually take up most of the width of these paths and they tend to push large rocks from the side of the path, the tractor paths are off-limits to the climbers on sections that are not merged with the climbing or descending paths. Nevertheless, one can sometimes see people riding mountain bikes along the tractor routes down from the summit. This is particularly risky, as it becomes difficult to control speed and may send some rocks rolling along the side of the path, which may hit other people.
 
The four routes from the foot of the mountain offer historical sites. The Murayama is the oldest Mount Fuji route and the Yoshida route still has many old shrines, teahouses, and huts along its path. These routes are gaining popularity recently and are being restored, but climbing from the foot of the mountain is still relatively uncommon. Also, bears have been sighted along the Yoshida route.
 
The ascent from the new fifth station can take anywhere between three and eight hours while the descent can take from two to five hours. The hike from the foot of the mountain is divided into 10 stations, and there are paved roads up to the fifth station, which is about 2,300 metres (7,550 ft) above sea level.
 
 
Paraglider at South side, view from Gotenba
Huts at and above the fifth stations are usually manned during the climbing season, but huts below fifth stations are not usually manned for climbers. The number of open huts on routes is proportional to the number of climbers—Kawaguchi-ko has the most while Gotemba has the least. The huts along the Gotemba route also tend to start later and close earlier than those along the Kawaguchi-ko route. Also, because Mount Fuji is designated as a national park, it is illegal to camp above the fifth station.
There are eight peaks around the crater at the summit. The highest point in Japan, Ken-ga-mine, is where the Mount Fuji Radar System used to be. Climbers are able to visit each of these peaks.
 
Paragliding
Paragliders take off in the vicinity of the fifth station Gotemba parking lot, between Subashiri and Hōei-zan peak on the south side from the Mountain, in addition to several other locations depending on wind direction. Several paragliding schools use the wide sandy/grassy slope between Gotemba and Subashiri parking lots as a training hill.
 
Geology
Geological cross-section of Fuji volcano
Mount Fuji is located at the triple junction where the Amurian Plate, the Okhotsk Plate, and the Philippine Sea Plate meet. Those plates form the western part of Japan, the eastern part of Japan, and the Izu Peninsula respectively.
 
Crater of Mount Fuji and Ken-ga-mine (The highest peak of Mt.Fuji)
Scientists have identified four distinct phases of volcanic activity in the formation of Mount Fuji. The first phase, called Sen-komitake, is composed of an andesite core recently discovered deep within the mountain. Sen-komitake was followed by the “Komitake Fuji,” a basalt layer believed to be formed several hundred thousand years ago. Approximately 100,000 years ago, “Old Fuji” was formed over the top of Komitake Fuji. The modern, “New Fuji” is believed to have formed over the top of Old Fuji around 10,000 years ago.
The volcano is currently classified as active with a low risk of eruption. The last recorded eruption was the Hōei eruption which started on December 16, 1707 (Hōei 4, 23rd day of the 11th month) and ended about January 1, 1708 (Hōei 4, 9th day of the 12th month) during the Edo period.The eruption formed a new crater and a second peak (named Hōei-zan after the Hoei era) halfway down its side. Fuji spewed cinders and ash which fell like rain in Izu, Kai, Sagami, and Musashi. Since then, there have been no signs of an eruption. In the evening of March 15, 2011, there was a magnitude 6.2 earthquake at shallow depth a few kilometres from Mount Fuji on its southern side. But according to the Japanese Meteorological Service there was no sign of any eruption.
 
Current eruptive danger
Following the 2011 Tōhoku earthquake and tsunami, much attention was given to the volcanic reaction of Mt. Fuji. In September 2012, mathematical models created by the National Research Institute for Earth Science and Disaster Prevention suggested that the pressure in Mount Fuji’s magma chamber could be at 1.6 megapascals, higher than it was in 1707. This was commonly reported in the media to mean that an eruption of Mt. Fuji was imminent. However, since there is no known method of measuring the pressure of a volcano’s magma chamber, such research is speculative. The other indicators mentioned, such as active fumaroles and recently discovered faults, are typical occurrences at this type of volcano.
 
 

ขอบคุณรูปภาพและที่มาจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Mount_Fuji
http://jp-hotnow.com/th/fuji/01.php
 
 

10,132 total views, 21 views today

แสดงความคิดเห็น ทัวร์ญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่น ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ข้อความ



ทัวร์ญี่ปุ่น ภูเขาไฟฟูจิ